มัทนะพาธา ตำนานรักดอกกุหลาบ
posted on 10 Feb 2008 22:39 by antzzer in Freedomขอเล่าเรื่อง มัทนะพาธา ดีกว่า นักเรียนม.๕ คงรู้จักกันดี เพราะมีในการเรียนวิชาภาษาไทยและบทอาขยานที่ท่องๆกันก็มีอยู่ในเรื่องนี้
มัทนะพาธา เป็นบทละครพูดคำฉันท์ ๕ องค์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของมัทนาชี้ให้เห็นถึงทุกข์ของความรักหรือโทษของความรัก พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ (พุทธศักราช ๒๔๒๔ – ๒๔๖๘) ทรงคิดเค้าโครงเรื่องด้วยพระองค์เอง ทรงพระราชดำริใช้คำฉันท์เป็นบทละครพูด (แปลกมากในทางวรรณคดี) และแต่งยากในทางภาษา จึงได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นหนังสือที่แต่งดี เป็นเรื่องที่มีตัวละครและฉากสอดคล้องกัน รวมถึงวัฒนธรรมภารตะโบราณเข้ากับเนื้อเรื่องเป็นอย่างดี
ตำนานแห่งดอกกุหลาบยังไง ใจเย็นๆ
มาดูตัวละครสำคัญกันก่อน (ขออภัย มีตัวละครอีกมากมายที่ไม่ได้กล่าวถึง)
เทพสุเทษณ์ผู้หลงรักนางมัทนากลายเป็นความลุ่มหลง ทำให้เกิดโศกนาฎกรรมแห่งความรักนี้ขึ้น
มายาวิน ผู้มีวิชาอาคมใช้มนต์เรียกนางมัทนามาพบสุเทษณ์ นางมัทนา ตัวละครเอกของเรื่องฤๅษีกาละทรรศิน ฤาษีในป่าหิมะวัน ผู้ที่ดูแลดอกกุหลาบมัทนาเยี่ยงบุตรี
ท้าวชัยเสน กษัตริย์ ผู้เป็นที่รักกับนางมัทนา
พระนางจัณฑี พระมเหสีของท้าวชัยเสน
ศุภางค์ นายทหารเอกของท้าวชัยเสน
เกร็ดเล็กๆ
มัทนา มาจากศัพท์ มทน แปลว่า ความลุ่มหลงหรือความรัก
มัทนะพาธา มีความหมาย ความเจ็บปวดและความเดือนร้อนเพราะความรัก
ขอเล่าเรื่อง (แนะนำให้ไปอ่านหนังสือกันเถอะ ที่เล่าเรื่องขอเตือนอาจเสียอรรถรสในการอ่านจริง)
เรื่องราวเริ่มขึ้น ณ สวรรค์ นางมัทนา ผู้เลอโฉมงามเลิศในสรวงสวรรค์ เพราะความงามนี่แหละเป็นดาบสองคม เป็นภัยต่อตนเอง เทพสุเทษณ์หลงรักมาก มาก มากจนถึงขั้นไปขอให้มายาวินใช้วิชาอาคมมนตราเรียกมัทนาให้มาพบ มัทนาโดนสะกดจิตไม่มีสติ สุเทษณ์พูดอะไรไป มัทนาไม่รับรู้จริงๆหรอก พอมายาวินคลายมนต์ให้ มัทนาปฏิเสธรักของสุเทษณ์เหมือนเดิม (ทั้งตอนมีสติและไม่มีสติ ปฏิเสธตลอด) ทีนี้สุเทษณ์กริ้วโกรธมัทนามาก จะสาปให้มัทนาไปเกิดบนโลกมนุษย์ นางยืนยันคำเดิม นางไม่ได้รักสุเทษณ์ขอไปเกิดเป็นดอกไม้ที่โลกมนุษย์ สุเทษณ์อยากให้นางเกิดเป็นดอกไม้ที่สวยกลิ่นหอมมีหนามไว้ป้องกันภัย มายาวินจึงเสนอ กุพชกะ ที่แปลว่าดอกไม้ หรือ ดอกกุหลาบ ซึ่งมีเฉพาะสรวงสวรรค์เท่านั้น สุเทษณ์จึงสาปให้มัทนาเกิดเป็นดอกกุหลาบที่โลกมนุษย์ คำสาปมีว่า มัทนาจะกลายเป็นคนในวันเพ็ญเท่านั้น และจะเป็นคนได้ถาวร เมื่อมีความรักโดยแท้จริงเท่านั้นและถ้าทุกข์กับความรักให้กลับมาอ้อนวอน สุเทษณ์จะช่วย
ต่อมา ณ ป่าหิมะวัน ฤๅษีกาละทรรศินได้พบได้รู้ว่านี่เป็นเทพธิดามาจุติ จึงคอยดูแลปกป้องปลูกไว้ที่อาศรม ในวันเพ็ญเดือนหนึ่ง ท้าวชัยเสนออกล่าสัตว์ที่ป่าหิมะวัน พักที่อาศรมฤๅษี บังเอิญ(หรือพรหมลิขิต)ได้พบนางมัทนาเข้า ด้วยความงดงามของนาง ท้าวชัยเสนจึงตกหลุมรัก และมัทนามีใจให้กับท้าวชัยเสนเช่นกันต่างพรรณนาความรักถึงกัน มัทนาได้มีความรักแล้วจึงกลายเป็นคนจริงๆ ท้าวชัยเสนขอนางมัทนาจากฤาษีและพานางไปอยู่ด้วยที่วัง แต่ทว่า นางจัณฑีมเหสีของท้าวชัยเสนได้รู้เข้าว่าท้าวชัยเสนมีนางมัทนา เจรจาดูหมิ่นนางมัทนา ท้าวชัยเสนกริ้วสิดุด่านางจัณฑีมเหสีผู้ริษยา มาว่านางมัทนาที่รักได้อย่างไร (??)
มีหรือนางจัณฑีจะนิ่งได้ นางแค้นใจมาก ไปฟ้องพ่อเลย ฟ้องพระบิดาให้ยกทัพมาตี และยังแกล้งนางมัทนาสารพัด ทำอุบายหลอกท้าวชัยเสนว่า นางมัทนาไปมีรักกับศุภางค์ทหารเอกของท้าวชัยเสน ท้าวชัยเสนหลงกลเข้าแล้ว ถึงขั้นจะประหารกันเลย ทั้งสองคนที่ถูกกล่าวหาเศร้าหดหู่เสียใจ นานวันเข้า ท้าวชัยเสนก็รู้ความจริงว่ามัทนาและศุภางค์ไม่ผิดจริงแล้วจะแทงตัวเองให้ตาย แต่อำมาตย์ได้บอกว่าแอบปล่อยทั้งสองไป ส่วนนางจัณฑีและพวกก็รับโทษไปตามเวรตามกรรมนะ มัทนาได้วิงวอนถึงเทพสุเทษณ์ให้มาช่วยนาง สุเทษณ์ยินดีมากๆ อยากจะรับนางเป็นมเหสี แต่ว่ามัทนาไม่ได้รักสุเทษณ์ มีสองสามีไม่ได้ เรื่องราวเป็นเหมือนตอนเริ่มแรก สุเทษณ์โกรธ สาปมัทนาเป็นดอกกุหลาบไปตลอดกาล ท้าวชัยเสนก็ได้แต่รำพันถึงความหลงผิดและความรักที่มีต่อนางมัทนาให้ต้นกุหลาบได้รับรู้ และนำไปปลูกในอุทยาน
พระฤาษีก็อวยพรให้กุหลาบนั้นดำรงอยู่คู่โลกโดยไม่มีวันสูญพันธุ์ อีกทั้งยังเป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมสามารถช่วยดับทุกข์ในใจคนและดลบันดาลให้จิตใจเบิกบานเป็นสุขได้ ในเวลาต่อมา ชาย-หญิงเมื่อมีรักก็จะใช้ดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักจนถึงทุกวันนี้
**แหล่งข้อมูล **
หนังสือภาษาไทย ม.5
บทอาขยาน
ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด
ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้
ก็โลดออกจากคอกไป บ ยอมอยู่ ณ ที่ขัง
ถึงหากจะผูกไว้ ก็ดึงไปด้วยกำลัง
ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บ่ หวนคิดถึงเจ็บกาย
หากเกิดข้อผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยค่ะ
วรรณคดีเรื่องนี้สุดยอดจริงๆ





มดกดผิด ดันไปกด delete เอนทรี่หาย
ดีนะที่เก็บเอนทรี่สำรองไว้ ลงอีกที
#1 By antzzer on 2008-02-10 22:41